ชื่อ นายบรรลุ นามสกุล ช่อชู
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สถานศึกษา โรงเรียนภัทรบพิตร
สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์
รายวิชาที่สอน รายเทคโนโลยีสารสนเทศ , รายวิชาหลักการเขียนโปรแกรม
ครูที่ปรึกษา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/4
ข้าพเจ้าขอแสดงเจตจำนงในการจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ ซึ่งเป็นตำแหน่งและวิทยฐานะที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันกับผู้อำนวยการสถานศึกษา ไว้ดังต่อไปนี้
1.1 ชั่วโมงสอนตามตารางสอน รวมจำนวน 22 ชั่วโมง/สัปดาห์ ดังนี้
รายวิชาหลักการเขียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 16 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ลูกเสือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ชุมนุม ICT เพื่อการเรียนรู้ จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรม ชั่วโมงคุณธรรม จำนวน 2 ชม./สัปดาห์
1.2 งานส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 ชั่วโมง/สัปดาห์
การจัดทำแผนการเรียนการสอน จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
การจัดทำสื่อนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
การจัดทำสารสนเทศในชั้นเรียน จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
การมีส่วนรวมในชุมชนการเรียนรู้ จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.3 งานพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา จำนวน 3 ชั่วโมง/สัปดาห์
ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ เทคโนโลยี จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
ปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่งานสารสนเทศโรงเรียน จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
ปฏิบัติงาน Admin ระบบบริหารการจัดการศึกษาของโรงเรียน จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.4 งานตอบสนองนโยบายและจุดเน้น จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรม PLC สาระเทคโนโลยี จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
โครงการชั่วโมงคุณธรรม จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
ประเด็นที่ท้าทายในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนของผู้จัดทำข้อตกลง ซึ่งปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ ต้องแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังของวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ สู้ความเป็นครูเชี่ยวชาญในวิชาชีพ คือ การริเริ่มพัฒนา (Originate & Improve) การจัดการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือมีการพัฒนามากขึ้น (ทั้งนี้ ประเด็นท้าทายอาจจะแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังในวิทยฐานะที่สูงกว่าได้)
สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้และคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
จากวิกฤติการจัดการเรียนการสอนในภาวะไม่ปกติ กรณีเกิดโรคระบาดสายพันธุ์ใหม่ โควิด2019 เกิดผลกระทบต่อการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน ทำให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำลง ทางหน่วยงานต้นสังกัดได้มีนโยบายการจัดการเรียนการสอนที่มีรูปแบบที่หลากหลายทั้งระบบ Online, OnDemand, Onsite, On web ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาและธรรมชาติของรายวิชาแต่ละวิชา เพื่อให้การจัดการการสอนเพื่อผู้เรียนได้บรรลุผลตามตัวบ่งชีในแต่ละช่วงชั้น ทำให้ผู้สอนต้องมีการจัดการเรียนรู้ที่เป็นการบูรณาการความรู้ร่วมกับสาขาวิชาอื่น รวมทั้งทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม โดยเน้นการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อแก้ปัญหาในสถานการณ์หรือประเด็นที่สนใจแล้วนำเสนอผลงานหรือชิ้นงานที่ได้จากการแก้ปัญหาในสถานการณ์หรือประเด็นที่สนใจโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในรูปแบบของโครงงาน ซึ่งในปีการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า นักเรียนยังขาดทักษะกระบวนการคิดขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนากระบวนการคิดแก้ปัญหา ที่เป็นกระบวนการคิดที่สำคัญในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เพราะนักเรียนต้องทำการทดลองและแก้ปัญหา โครงงานที่นักเรียนสนใจ นักเรียนไม่สามารถวิเคราะห์ปัญหา วางแผนการแก้ปัญหา และดำเนินการแก้ปัญหาได้ ทำให้โครงงานที่นักเรียนจัดทำขึ้นไม่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาและต่อยอดหรือพัฒนาได้เนื่องจากผลงานหรือชิ้นงานดังกล่าวไม่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งทำให้นักเรียนเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากทำโครงงานอีกในอนาคตได้
จากสภาพปัญหาผลสัมฤทธิ์ และสมรรถนะทางการเรียนของผู้เรียนดังกล่าวและนโยบายการจัดการเรียนการสอนเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จึงทำให้ผู้สอนมีแนวคิดที่จะปรับวิธีการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมกระบวนการคิดแก้ปัญหา โดยทำการศึกษาหลักการของสะเต็มศึกษา และจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา คือ การเรียนการสอนแบบการบูรณาการศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนให้สอดคล้องตามสภาพสังคมสมัยใหม่ในยุค Thailand 4.0 ดังนี้ 1) ส่งเสริมให้นักเรียนรักและเห็นคุณค่าของการเรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ 2) ส่งเสริมให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงแนวคิดในสาระวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และกระบวนการออกแบบทางวิศวกรรม 3) ส่งเสริมให้นักเรียนเข้าใจสาระและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์มากขึ้น 4) ส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้แบบกระตือรือร้น และตระหนักถึงความหมายของการเรียนรู้เนื้อหาที่เฉพาะเจาะจง 5) ส่งเสริมให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น 6) ส่งเสริมกระบวนการคิดแก้ปัญหา 7) ส่งเสริมให้นักเรียนสนใจประกอบอาชีพด้านสะเต็มมากขึ้น โดยผู้สอนพัฒนาการจัดการเรียนการสอน แบบโครงงานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาที่ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนการสอน แบบวัดกระบวนการคิดแก้ปัญหา เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนฝึกกระบวนการคิดแก้ปัญหาผ่านการทำโครงงานสะเต็มตามความสนใจและความถนัดของนักเรียน โดยโครงงานสะเต็มเป็นการบูรณาการศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ รวมถึงการบูรณาการด้านบริบท ( Context Integration) ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ซึ่งจะทำให้โครงงานสะเต็มมีความหมายต่อนักเรียนทำให้นักเรียนเห็นคุณค่าของการเรียนนั้นๆ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสการทำงาน การเพิ่มมูลค่าและสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศด้านเศรษฐกิจได้
วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล
ออกแบบและสร้างนวัตกรรมที่ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการคิดจัดกิจกรรมที่เน้นให้ผู้เรียนได้มีสมรรถนะให้ครอบตามที่หน่วยงานต้นสังกัดได้ตั้งไว้ นักเรียนมีทักษะในการ แก้ปัญหาและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (PBL :Project Base Learning) สะเต็มศึกษา (STEM education) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่รับผิดชอบซึ่งได้ดำเนินการตามกรอบดังต่อไปนี้
2.1 ทักษะและสมรรถนะที่จําเป็น ในศตวรรษที่ 21 นั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เยาวชนเหล่านั้นสามารถดำรงชีวิตในสังคมโลกที่มีการ เปลี่ยนแปลงได้และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสภาพสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีในอนาคต การตื่นตัวและเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การสร้างมหาอํานาจทางการศึกษาเพื่อให้ ได้ประชากรที่มีคุณภาพจึงเป็นกลยุทธ์ของการพัฒนาชาติ
2.2 สะเต็มศึกษา STEM Education คือการสอนแบบบูรณาการข้ามกลุ่มสาระวิชา Interdisciplinary Integration) ระหว่าง ศาสตร์สาขาต่างๆ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science: S) เทคโนโลยี (Technology: T) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineer: E) และ คณิตศาสตร์(Mathematics: M) โดยนำจุดเด่นของธรรมชาติตลอดจนวิธีการสอนของแต่ ละสาขาวิชามาผสมผสานกันอย่าง ลงตัว เพื่อให้ผู้เรียนนำความรู้ทุกแขนงมาใช้ในการแก้ปัญหา การค้นคว้า และการพัฒนาสิ่งต่างๆ ในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ซึ่งอาศัยการจัดการเรียนรู้ที่ครูผู้สอนหลายสาขาร่วมมือกัน เพราะในการทำงานจริงหรือในชีวิตประจำวันนั้นต้องใช้ความ รู้หลายด้านในการทำงานทั้งสิ้นไม่ได้แยกใช้ ความรู้เป็นส่วนๆ นอกจากนี้STEM Education ยังเป็นการส่งเสริมการพัฒนา ทักษะสำคัญในโลกโลกาภิวัตน์ หรือทักษะที่จำเป็นสำหรับ ศตวรรษที่ ๒๑ อีกด้วย
3. ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหวัง
3.1 เชิงปริมาณ
ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่ผู้สอนรับผิดชอบ โรงเรียนภัทรบพิตร มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น มีทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อแก้ปัญหา มีสมรรถนะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21
ผู้เรียนร้อยละ 85 มีความสามารถทำโครงงานคอมพิวเตอร์เพื่อประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้และในชีวิตประจำวันได้ ผู้เรียนได้มีโอกาสได้แสดงผลงานของนักเรียนและมีผลงานการแข่งขันทักษะทางวิชาการ
3.2 เชิงคุณภาพ
ได้นวัตกรรมที่ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการคิดแก้ปัญหา และยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (PBL :Project Base Learning) แบบโครงงานสะเต็มศึกษา (STEM education) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมตอนปลาย ผู้เรียนมีผลงานในการคิดค้นพัฒนานวัตกรรม มีจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือและแบ่งปันให้กับชุมชนท้องถิ่น
(นายบรรลุ ช่อชู)
ตำแหน่ง ครู ชำนาญการพิเศษ
ผู้จัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน
..........1......./.....ต.ค... .../..2567...